กรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - ไทยโฮมเพจ

[ไทย | English ]

| กลับสู่หน้าแรก | สมัคร เพื่อรับจดหมายเป็นภาษาไทย | Archives | AHRC โฮมเพจ

 

Search this section:

Printer Friendly Version

บทสัมภาษณ์ อังคณา นีละไพจิตร

 
บทสัมภาษณ์  อังคณา นีละไพจิตร
โดย ชุติมา ซุ้นเจริญ
กรุงเทพธุรกิจ  เสาร์สวัสดี  วันที่  22 มกราคม พ.ศ. 2549


ถามว่าวันนี้ที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจะได้ตัวคุณสมชายคืนมั้ย ความหวังที่จะได้แทบไม่มี แต่ถามว่าสู้ทำไม ทั้งๆ ที่รู้ว่าแพ้ สู้ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางต่อสู้ แต่เชื่อว่าสังคมจะได้....

ชีวิตเรามันไม่ใช่แค่มีกิน มีใช้ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม มันหมายถึงศักดิ์ศรี หมายถึงการที่เราจะอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีเกียรติ ไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ถึงมีเงินเท่าไหร่ มันก็ซื้อสิ่งนี้ไม่ได้หรอกค่ะ

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่สามัญชนจะลุกขึ้นมาต่อกรกับอำนาจมืด โดยเฉพาะเมื่อมันแฝงเร้นอยู่ในนามของอำนาจรัฐ แต่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนนี้ยืนยันว่าเธอต้องสู้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยความปกติสุขของครอบครัว หรือแม้แต่ชีวิต

ไม่ใช่เพราะเธอคือ ภรรยาของทนายความนักสิทธิมนุษยชนที่ชื่อ 'สมชาย นีละไพจิตร' แต่เพราะความศรัทธาที่มีอย่างมั่นคงต่อกระบวนการยุติธรรมและความดีงามที่ยังไม่เหือดหายไปจากสังคม

อังคณา นีละไพจิตร ไม่เพียงเป็นหลักอันเข้มแข็งของลูกๆ ทั้ง 5 คนหลังการหายตัวไปเกือบ 2 ปีของทนายสมชาย แต่เธอยังเป็นพลังสำคัญในการทวงถามความเป็นธรรมแทนหลายๆ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรักไปอย่างไร้ร่องรอย หลังศาลมีคำพิพากษา ยกฟ้องจำเลยที่ 2-5 ในคดีอุ้ม 'ทนายสมชาย' และจำคุกจำเลยที่ 1 พ.ต.ต.เงิน ทองสุก เป็นเวลา 3 ปี เธอเล่าถึงความรู้สึกนึกคิดภายใต้สีหน้าอันเรียบเฉย

"บางทีอาจจะเป็นภาวะที่เรียกว่าน้ำตาตกในก็ได้ ที่สำคัญก็คือการแสดงอาการโกรธ หรือว่าเศร้าโศกเสียใจ มันไม่ใช่ตัวเรา เพราะที่ผ่านมาเจออะไรมาเยอะ แล้วก็เห็นชีวิตคนอื่นมามาก ที่ทำทุกวันนี้ เรียนตรงๆ นะคะ ไม่ได้มีความแค้นอยู่ในใจ ความโกรธมันเหมือนไฟ แล้วมันไม่ได้ไปทำร้ายคนที่ทำให้เราเจ็บ แต่มันจะทำลายตัวเรา เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าวันนี้โกรธมั้ย ไม่โกรธเลยค่ะ แต่ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตสบายๆ ถึงแม้จะยกฟ้องหมด ก็คงไม่มานั่งฟูมฟาย คงไม่มานั่งตีอกชกหัว คงจะต้องทวงถามต่อไปเรื่อยๆ"

-รู้สึกอย่างไรกับผลการตัดสินคดีครั้งนี้คะ

ก็รู้สึกผิดหวังนะคะ ผิดหวังเพราะว่า มันน่าจะเรียกว่าเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม การสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐาน เพราะเราพบว่าศาลเชื่อว่ามีการตามคุณสมชายจริง แต่ว่าเอกสารข้อมูลการใช้โทรศัพท์ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งมันเป็นแค่สำเนา มันมีการวง มีการลบ มีการขีดฆ่า ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วเอกสารตัวจริงหายไปไหน ทำไมพนักงานสอบสวนถึงไม่ส่งเอกสารตัวจริงให้ศาล หรือถ้าไม่มีเอกสารตัวจริง เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ก็สามารถมาเบิกความเพื่อยืนยันความถูกต้องของเอกสาร ก็ไม่มี ศาลก็จึงต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลย โดยการยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึง 5 เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็น่ากังขาว่าในคดีที่ตำรวจเป็นผู้ต้องหา ในชั้นพนักงานสอบสวนได้มีการพยายามให้หลักฐานนี้อ่อนลงหรือเปล่า

-ท่านนายกฯ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าคดียังไม่จบแค่นี้?

คำพิพากษาคือ ศาลเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับคนอีกสามถึงสี่คนผลักคุณสมชายขึ้นรถ สามถึงสี่คนนี่คือใคร คือจำเลยที่ 2 ถึง 5 หรือเปล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องถือว่ามีการลักพาตัวคุณสมชายไปจริง แล้วต่อจากนั้นไปไหน เกิดอะไรขึ้น ซึ่งตรงเนี้ย เมื่อก่อนถ้าไปถามท่านนายกฯ ท่านก็บอกว่าเรื่องอยู่ที่ศาลแล้วไปถามศาล แต่วันนี้ศาลโยนปัญหานี้กลับมาให้รัฐบาล รัฐบาลจะต้องตอบ

-ทราบว่าไปฟังการเบิกความทุกครั้ง แล้วก็ขอคัดคำให้การมาดูด้วย ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมบ้างมั้ยคะ

จากข้อมูลเทคนิค ซึ่งเชื่อถือได้ 99.99% บอกว่ามีการโทรศัพท์ติดต่อกันตลอดในระหว่างจำเลยที่หนึ่งถึงห้า และมีคนมากกว่านี้อีกที่โทรศัพท์ติดต่อกัน บางหมายเลขเขียนว่า วีไอพี ก็เป็นตัวเลขสวยๆ ซึ่งเราได้มีโอกาสรู้ก็เมื่อการดำเนินคดีจบสิ้นลง ถึงจะมีสิทธิขอคัดคำให้การทั้งหมดมาดู แล้วก็มีการเบิกความของพันตำรวจตรีคนหนึ่ง บอกว่าเช้าวันเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่กองปราบคนหนึ่ง เดินมาที่หน้ากองปราบแล้วก็เห็นมีตำรวจกองปราบกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ก็ถามว่าจะไปไหนกัน คนหนึ่งในกลุ่มนั้นก็บอกว่าจะไปอุ้มทนายโจร แล้วก็ตำรวจท่านนี้ก็ได้ไปเล่าให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงในดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ฟัง ซึ่งตรงนี้ก็ตั้งข้อสงสัยได้ว่า ในเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับหนึ่งรู้ว่ามีคนไปอุ้มทนายเนี่ย ทำไมไม่ห้ามปราม ทำไมจึงไม่ยับยั้ง

-แล้วจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

คือทางอัยการก็คงต้องอุทธรณ์แน่นอน

-ถึงตอนนี้คิดว่าทนายสมชายยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าคะ

อย่างที่ท่านนายกฯ พูด ก็คือน่าจะเสียชีวิตแล้ว แล้วก็คงไม่มีใครเอาคุณสมชายไปเลี้ยงดูให้อยู่สบาย แต่อย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าทางเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะสามารถมาคลี่คลายให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส และวางตัวเป็นกลาง เพราะว่าในคำเบิกความในชั้นศาล มีหลักฐานอะไรที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มจำเลยกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเกี่ยวพันกัน ซึ่งตรงนี้คงต้องให้ดีเอสไอออกมาแถลงให้ข้อเท็จจริง และต้องวางตัวเป็นกลาง

-จากข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่พอจะมองออกมั้ยคะว่าอะไรคือสาเหตุของการหายตัวไป

สาเหตุจริงๆ ก็คงต้องถามท่านนายกฯ คิดว่าทางรัฐบาลต้องออกมาตอบคำถามว่า แล้วสาเหตุจริงๆ มันคืออะไร มันคือเรื่องการร้องเรียนผู้ต้องหา 5 คน ที่ถูกซ้อมทรมาน ที่คุณสมชายออกมาล่ารายชื่อเพื่อยกเลิกกฎอัยการศึก หรือว่าสาเหตุอื่น เพราะเรื่องส่วนตัว ไม่มีแน่นอน คุณสมชายเป็นคนที่ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เคยทะเลาะกับใครเลยค่ะ

-เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทนายสมชายมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนภาคใต้ด้วยหรือเปล่า

ถ้าจะเกี่ยว ก็คงเกี่ยวตรงที่มันทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมลดลง ตรงนี้สำคัญ ถ้าหากชาวบ้านเห็นว่าแม้แต่ทนายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ประสาอะไรกับชาวบ้านธรรมดา

ที่ผ่านมามันพิสูจน์ให้เห็นว่า คดีหลายๆ คดีที่หลุด เพราะหลักฐานไม่พอ มีการสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อปรักปรำคน ซึ่งตรงนี้มันก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ต้องทำงานให้หนักขึ้น ใช้วิชาความรู้ให้มากขึ้น ใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาตร์เข้ามา แล้วมันจะโปร่งใส ซึ่งจะทำให้ได้ตัวผู้ก่อการจริงๆ ทุกวันนี้จับใครมาก็หลุดหมด จับใครมาก็หลุดหมด ชาวบ้านก็นอนตาไม่หลับ แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นตัวจริง ใครก่อความไม่สงบ

เมื่อก่อน ตอนที่คุณสมชายอยู่ ไม่ว่าจะเผาโรงเรียน ไม่ว่าจะปาระเบิดอะไร ทุกคดีถูกโยนมาที่พูโลหมด แต่วันนี้เราไม่ค่อยได้ยินชื่อพูโลแล้ว เพราะว่าคนที่เชื่อว่าเป็นหัวหน้ากระบวนการพูโล ตอนนี้ถูกจำคุก เพราะฉะนั้นวันนี้จะไม่มีว่าพูโลเป็นคนทำแล้ว แต่จะใช้ชื่อผู้ก่อความไม่สงบแทน ซึ่งชาวบ้านเขาก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าจริงๆ แล้วมันคือใคร วันนี้ชาวบ้านก็นอนตาไม่หลับ เพราะเขาไม่รู้ว่าผู้ก่อความไม่สงบคือใคร

-แต่เพราะคุณสมชายเคยทำคดีให้กับคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ เลยถูกมองว่าเป็น 'ทนายโจร'?

จริงๆ แล้วคุณสมชายก็ไม่ได้ทำเฉพาะคดีทางใต้ ทำเยอะมาก เพียงแต่ว่าไม่เป็นที่น่าสนใจ อย่างคดีที่ว่ามีผู้หญิงเดินข้ามถนนที่สนามหลวง แล้วโดนจับข้อหาค้าประเวณี ซ่องโจร ซึ่งจริงๆ ผู้หญิงคนนี้จะมีอาชีพอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็สิทธิของเขา ขณะที่จับเขาก็ไม่ได้กระทำความผิด คุณสมชายก็เข้าไปช่วย ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนี้เป็นคนธรรมดาๆ คดีนั้นสุดท้ายตำรวจก็ไม่ส่งฟ้อง

-ถึงตอนนี้ยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอยู่หรือเปล่าคะ

จริงๆ ก็เชื่อมั่นมาตลอด แม้วันนี้ก็ไม่ได้เสื่อมคลายลงไป คุณสมชายเองก็เหมือนกัน ว่าความให้ลูกความทุกคดี คุณสมชายจะบอกว่าถ้าคุณทำ คุณรับผิดนะ แล้วศาลจะลดโทษให้ แต่ถ้าคุณไม่ทำ คุณก็ต้องสู้ พิสูจน์ให้คนเห็น ก็จะเป็นอย่างนี้มาตลอด ถ้าเป็นคดียาเสพติดคุณสมชายจะไม่รับว่าความให้เลย จะเลือกคดี ถ้าหากว่าเป็นชาวบ้านได้รับความไม่เป็นธรรม ก็จะช่วยสู้ให้ แล้วที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าหลายๆ คดีแล้วยกฟ้อง แม้กระทั่งคดีคุณสมชายเองก็เถอะ

เรารู้สึกว่าคดีคุณสมชาย พยานหลักฐานมากนะคะ เพียงแต่ว่าผู้ที่เก็บพยานหลักฐานนั้น สามารถนำพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ส่งศาลได้ครบถ้วนหรือเปล่า ซึ่งเราเชื่อว่าถ้าหากได้มีการขยายผล มีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างดี ส่งศาลครบถ้วน เชื่อว่าคดีนี้จะพิสูจน์ความยุติธรรมให้ประชาชนได้เห็น แต่ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีคำพิพากษาก็ถือว่ามันก็เป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย สุดท้ายศาลท่านยังบอกว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง แล้วไม่ได้เป็นการกระทำของคนๆ เดียว แต่ร่วมกันสามสี่คน

-ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างนี้ ถูกข่มขู่คุกคามบ้างมั้ยคะ

มันก็มีมาเรื่อยๆ ทั้งโทรศัพท์มาเตือน จนสุดท้ายตอนที่ไปฟังคำพิพากษานั่นแหละค่ะ รถก็ถูกทุบไฟหน้าแตก ไม่มีรอยขูดขีดไม่มีรอยอะไร ซึ่งเราก็เชื่อว่าไม่ได้ถูกชน แต่ว่าการคุกคามเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้เดินมาบอกว่า "มึงระวังให้ดี" ไม่ได้มาขู่ เพียงแต่มีคนบอกว่า ต้องระวังตัวนะ เขาเอาคุณแน่ เป็นประมาณนี้

-ท้อบ้างมั้ยคะ

เวลาที่ท้อๆ นึกถึงภาพคุณสมชาย ก็รู้สึกว่ามันยอมไม่ได้ ถ้าครั้งนี้ผ่านไปง่ายๆ มันต้องเกิดขึ้นอีกกับใครก็ได้ คุณสมชายเวลาที่คนอื่นไม่ได้รับความธรรม ยังอยู่ไม่ได้ ต้องลงไปช่วย แล้วเมื่อเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นกับคุณสมชายเอง ถ้าแม้แต่ครอบครัวยังไม่ทำ แล้วใครที่ไหนจะทำ เพราะฉะนั้นทุกคนก็พยายามน่ะค่ะ อะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์เขาก็จะทำ ไม่ได้หมายความว่าทำเพื่อคุณพ่อ อย่างเดียวนะคะ แต่หมายถึงทำเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า จริงๆ แล้วในมุมเล็กๆ ในมุมมืดๆ น่ะ มันมีเหตุการณ์แบบนี้นะ ไม่ใช่คุณสมชายคนเดียว

-หลังจากคุณสมชายไม่อยู่ครอบครัวเป็นอย่างไรบ้างคะ

ระส่ำระสาย มันก็เซๆ ไปพักใหญ่ๆ ก็มันเป็นธรรมดา แต่ที่จะกระทบมากคือเรื่องจิตใจ

ถึงแม้คุณสมชายอยู่ เราก็ไม่ได้อยู่แบบสบายๆ คือรายได้ส่วนหนึ่งต้องแบ่งปัน เราก็แค่พอมีพอกิน เรื่องไปเที่ยวต่างจังหวัดไม่ต้องพูดถึง สองสามปีอาจจะได้ไปสักทีหนึ่ง เรื่องไปทานข้าวนอกบ้านปีหนึ่งอาจจะมีสักทีหนึ่ง ซึ่งตรงนี้มันก็คือความเป็นปกติ แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องเรียกร้อง จะต้องอยากได้อะไรตรงนั้น เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องทางวัตถุก็ไม่เท่าไหร่ แต่สภาพจิตใจเนี่ย มันแย่ เพราะเรารู้สึกว่า ทำไมคนที่ออกมาทำงานเพื่อคนอื่น คนที่เจตนาดี ทำไมต้องถูกกระทำแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเจ้าหน้าที่รัฐ

-แล้วลูกๆ ล่ะคะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยเป็นข่าว ก็เพราะว่าห่วงลูก ก็จะใช้เวลาอยู่กับลูก อธิบายให้เขาเข้าใจ ต้องยอมรับว่าเราเป็นคนกรุงเทพฯ เราเกิด เราโตมาแบบนี้ ไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องแบบนี้มันมีจริง ที่เขาพูดๆ กันน่ะ ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมี จนวันนี้มันเกิดขึ้นกับเรา ก็ใช้เวลาพักใหญ่ๆ กับลูก ต้องถามลูกว่า แล้วเราจะเอายังไง เพราะว่าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาแล้วเรื่องของเราอยู่ในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเลย ไปโรงเรียนก็มีแต่คนถาม เดินตามถนนก็มีคนชี้ให้ดู เด็กๆ เขาค่อนข้างที่จะกังวล แล้วก็ไม่สบายใจ จนกระทั่งผ่านไปสักระยะ ก็ถามว่าเออ…แล้วเราจะทำอย่างไร

ต้องยอมรับว่าญาติพี่น้องคุณสมชายก็ห่างออกไป เขาก็ค่อนข้างกลัวจะกระทบกับตัวเขา ก็จะถอยไป เราก็จะอยู่กันลำพังประสาแม่ลูก ก็ถามว่า…แล้วเราจะทำอย่างไรดี ทุกคนก็เห็นพ้องกันว่า คงจะให้พ่อหายไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรไม่ได้ ทุกคนก็รักพ่อ เขาเชื่อว่าพ่อเขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรเราก็คงต้องสู้จนถึงคนสุดท้ายของครอบครัว

บางคนบอกว่าคุณจะสู้ไปทำไม มีคนเขาอยากจะให้ความช่วยเหลือถ้าคุณอยู่เฉยๆ คุณอาจมีใครมาให้ความช่วยเหลือ แล้วคุณก็ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรให้มันเดือดร้อน แต่ชีวิตเรามันไม่ใช่แค่มีกิน มีใช้ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม มันหมายถึงศักดิ์ศรี หมายถึงการที่เราจะอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีเกียรติ ไม่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ถึงมีเงินเท่าไหร่ มันก็ซื้อสิ่งนี้ไม่ได้หรอกค่ะ

มีคำพูดนึงที่คุณสมชายจะพูดกับลูกๆ เสมอ ก็คือ อย่านิ่งดูดาย อย่าทนดูคนอื่นเขาลำบาก คำๆ นี้ลูกๆ ทุกคนจะติดหูตลอด ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในนิสัยของเขา ก็ฟังดูง่ายๆ น่ะคะ

-แต่.. ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ ต้องเสียสละด้วย?

จริงๆ เราก็ไม่ได้เสียสละอะไรมากมาย ตอนคุณสมชายว่าความ ก็แค่มีค่ารถไปศาลเท่านั้นเอง ไม่ได้ไปจ่ายเงินให้ใคร เราใช้วิชาความรู้เราทำงาน ช่วยเหลือคนอื่น

-วางแผนว่าจะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้

ตอนนี้ในเบื้องต้นก็ต้องทำให้เรื่องนี้กระจ่าง หมายถึงไม่ได้เป็นการมุบมิบรู้กันระหว่างเรากับใครสักคนสองคน แต่เรื่องนี้สังคมต้องเข้ามารับรู้ ถือเป็นช่วงแรกของการต่อสู้

เพียงแต่ว่ามันไม่ง่ายถ้าผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ท่านนายกฯ ก็พูดว่าผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็อยากจะฝากเรียนท่านว่า เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของทนายจนๆ คนหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องแค่สังคมไทย แต่ประชาคมโลกทั้งหมดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ถ้าหากรัฐบาลมีความจริงใจ ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

ถ้าหากว่าสามารถที่จะหาตัวคุณสมชายมา หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกว่าเป็นคุณสมชาย คิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ภาพพจน์ของรัฐบาลดีขึ้นในสายตาของคนทั่วไป แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้ารัฐ หรือประชาชนธรรมดา

แต่ถ้าหากว่าทุกอย่างล้มเหลว มันก็จะทำให้เห็นถึงความไม่จริงใจว่าไอ้ที่พูดมา บางทีก็แค่คำพูดหวานๆ แล้วในที่สุดชาวบ้านก็หาที่พึ่งไม่ได้ และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม แล้วอาจจะหันไปพึ่งอย่างอื่นซึ่งอยู่นอกเหนือกระบวนการยุติธรรม

คิดว่าการต่อสู้ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นการต่อสู้ที่ดีที่สุดค่ะ แล้วบางทีการต่อสู้ของคนเล็กๆ คนหนึ่งอาจจะให้บทเรียนแก่ผู้มีอำนาจบ้างก็ได้

-นอกจากจะต่อสู้กับอำนาจอิทธิพล ยังต้องเป็นหลักให้กับครอบครัว สร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเองอย่างไรคะ

ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะความเชื่อมั่นในศาสนาที่ว่า ไม่ยึดเหนี่ยว ชีวิตไม่ใช่ของเรา วันนี้เราอยู่ ไม่รู้พรุ่งนี้เราจะอยู่ไหน วันนี้เราพูดได้ ไม่รู้พรุ่งนี้เราจะพูดได้หรือไม่ การไม่ยึดติดมันก็เป็นสิ่งดี เราทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วเราก็ยอมรับมันให้ได้

-คิดว่าตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา อะไรคือผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

เป็นคำถามที่ดีนะ วันนี้ก็ได้เรียนรู้ว่ามีหลายคนที่พูดเสมอว่าใกล้ชิดคุณสมชาย รักใคร่คุณสมชายมาก มีหลายคนที่บอกว่าสนิทสนมมากเหลือเกิน ทำงานด้วยกันมาตลอด แต่เราพบว่าหลายคนเหล่านั้นไม่เคยที่จะเข้ามาทวงถามความเป็นธรรมให้คุณสมชาย แต่ยังมีอีกหลายคน ซึ่งคนสมชายไม่เคยรู้จัก คุณสมชายไม่เคยช่วยเหลือ หลายคนเหล่านี้กลับหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นความเป็นเพื่อน การช่วยทวงถามความยุติธรรม แล้วหลายคนในจำนวนที่ช่วย มีหลากหลายค่ะ ตั้งแต่พระภิกษุ อาจารย์มหาวิทยาลัย กระทั่งประชาชนทั่วไป เอ็นจีโอทั้งในและนอกประเทศ คนเหล่านี้คุณสมชายไม่เคยรู้จัก แต่ทุกคนพร้อมที่จะเข้ามาเป็นเพื่อน หยิบยื่นความช่วยเหลือทุกทางที่จะทำได้ ซึ่งตรงนี้ต้องถือว่ามันเป็นอะไรดีๆ ในสังคม

แม้แต่พยานที่ให้การมาเบิกความ ประจักษ์พยานคนนี้ถ้าหากว่าใครที่ได้ไปศาลจะรู้สึกประทับใจว่าเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุ 20 กว่าๆ มาศาลคนเดียว ไม่มีการคุ้มครองพยาน เดินมาคนเดียว ญาติพี่น้องก็คงไม่กล้ามาด้วย เบิกความตั้งแต่เช้าถึงเย็น เด็กคนนี้นอกจากเห็นเหตุการณ์แล้ว โทรศัพท์ไปแจ้ง 191 วันถัดมามีตำรวจไปเดินแถวๆ นั้น แล้วก็ถามว่ามีใครเห็นเหตุการณ์ เด็กคนนี้เดินเข้าไปหาตำรวจแล้วบอกว่าหนูเห็น แล้วมาให้การด้วยความสมัครใจ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักคุณสมชายเลย ทั้งที่ไม่เคยโกรธเคืองกับจำเลยทั้งห้าเลย

มันเป็นความกล้าหาญ เป็นความงดงามในใจของคนที่ยังรักความยุติธรรม ถามว่าวันนี้ที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจะได้ตัวคุณสมชายคืนมั้ย ความหวังที่จะได้แทบไม่มี แต่ถามว่าสู้ทำไม ทั้งๆ ที่รู้ว่าแพ้ สู้ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางต่อสู้ แต่เชื่อว่าสังคมจะได้ สังคมจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ออกมาแสดงอาการไม่ยอมรับการกระทำและวิธีการแบบนี้ มันเป็นความชอบธรรมที่เราจะปกป้องตัวเอง ปกป้องครอบครัว ปกป้องสังคม
--------

Posted on 2006-01-22



remarks:9

 

คณะกรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

For any suggestions, please email to support@ahrchk.net.

2 users online
2579 visits
3791 hits