กรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย - ไทยโฮมเพจ

[ไทย | English ]

| กลับสู่หน้าแรก | สมัคร เพื่อรับจดหมายเป็นภาษาไทย | Archives | AHRC โฮมเพจ

 

Search this section:

Printer Friendly Version

เอเชีย: เรียกร้องความเป็นผู้นำในการจัดการกับผู้ก่อเหตุปัญหาคนสูญหาย (30-08-06)

30 สิงหาคม 2549

AS-201-2006

 

แถลงการณ์โดย กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC)  เนื่องในวันคนหายสากลประจำปี 2549

 

เอเชีย: เรียกร้องความเป็นผู้นำในการจัดการกับผู้ก่อเหตุปัญหาคนสูญหาย

 

เอเชียเป็นภูมิภาคที่ปัญหาการลักพาตัวและการ “ทำให้หายตัวไป” ได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในศรีลังกา เนปาล อินเดีย ปากีสถาน ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ทั้งหมดนี้ ยังไม่มีครอบครัวใดที่ได้รับการเยียวยอย่างเหมาะสม อีกทั้งความจริงที่เกิดขึ้นกับคนหายก็ยังไม่เคยได้รับการเปิดเผย ผลกระทบทั้งทางการเมืองและทางสังคมต่อชีวิตของผู้คนและรัฐเองนั้นใหญ่หลวงและยาวนาน ความเสียหายที่มีต่อการรับรู้ทั้งทางสังคมและส่วนตัวเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิต คุณค่าของความมั่นคงปลอดภัยนั้นมากเกินกว่าที่จะวัดได้ เกินกว่าที่ผู้กระทำจะจินตนาการไปถึง

 

การทำให้หายไปนั้นได้สร้างให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นญาติพี่น้องผู้สูญหายเกิดความไม่วางใจรัฐอย่างถาวร เป็นรอยที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากความรู้สึก ในศรีลังกา แม้ว่าการบังคับให้หายตัวไปเกิดขึ้นกับคนกว่า 30,000 คน ในหนึ่งหรือสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่มารดาของลูกชายที่หายไปยังรู้สึกว่าคนที่ทำนั้น “เลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์” เมื่อญาติพี่น้องผู้สูญหายจำนวนมากได้แสดงออกถึงความรู้สึก รัฐเองก็ได้ตระหนักถึงความยากอย่างยิ่งในการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อรัฐให้เกิดแก่ผู้สูญเสียเหล่านั้น ไม่เฉพาะผู้คนในยุคนี้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ผลร้ายยังจะส่งไปถึงลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป  

 

ความเสียหายก็ยังเกิดกับรัฐเองด้วย ผู้ที่ทำการลักพาและอุ้มหายก็จะต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตในสภาพที่เกิดความพิกลพิการทางสติปัญญา พวกเขาต้องทำงานภายใต้หลักนิติรัฐโดยต้องผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจอยู่เสมอ ผู้กระทำการเหล่านี้เป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่เกาะกินกลางใจขององค์กร โดยที่ไม่สามารถรักษาหรือโยนทิ้งไปได้ การอุ้มหายนั้นรวมขั้นตอนของการวางกับดัก การทำลายหลักฐาน การทำงานกับอาชญากร การเก็บความลับและอื่นๆ ตามแต่จะสรรหา ทั้งนี้เพียงเพื่อที่จะสร้างภูมิคุ้มกันในการปฎิเสธหลักการตามกฎหมาย ขณะที่ผู้กระทำกำลังโกหกแม่และภรรยาของผู้สูญหาย เมื่อกลับไปถึงบ้าน พวกเขาก็ต้องทำหน้าที่สามีและบิดากับครอบครัวตนเอง และหากผ่านไปนานๆ ความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นก็จะเป็นไปอย่างทุกข์ยากและอาจถูกทำลายลงไปในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้กระทำตระหนักได้ในภายหลังว่า ผู้ที่ถูกลักพาตัวนั้น เป็นญาติของตนเอง

 

การทำให้หายตัวไปไม่ใช่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เมื่อมีข่าวคนหายเกิดขึ้น รัฐก็จะให้การปฏิเสธ ความไม่ไว้วางใจและความสับสนก็จะเพิ่มมากขื้น ดังที่เกิดกับรัฐบาลไทยตั้งแต่กรณีคนหายที่เกิดขึ้นในภาคใต้จากปี 2547

 

ผลของการบังคับให้หายตัวไปนั้นหยั่งลึกลงไปในสังคม ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ คุณค่าของมนุษย์ที่ถูกทำให้เสื่อมลงไป รวมทั้งมาตรฐานของความโปร่งใสและความชอบธรรมของรัฐบาลได้ถูกท้าทาย และการสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้เกิดขึ้นอีกครั้งนั้นก็ต้องใช้ความตั้งใจและความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

 

แต่จนกระทั่งบัดนี้ ยังมองไม่เห็นความเพียรพยายามของรัฐในการแก้ปัญหาการบังคับให้หายตัวไปที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ในศรีลังกาและอินโดนีเซีย บาดแผลแห่งประวัติศาสตร์ยังไม่ได้รับการเยียวยา มีรายงานคาดการณ์จำนวนตัวเลขผู้สูญหายกว่าหมื่นคนในศรีลังกา ระหว่างค.ศ. 1989 ถึงต้นทศวรรษ 1990 แต่ยังไม่มีผู้ก่อการคนใดถูกดำเนินคดีต่อสิ่งที่ตนกระทำ ครอบครัวก็เพียงได้รับค่าชดเชยจำนวนหนึ่งเท่านั้น รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่แสดงความพยายามใดๆ ที่จะตอบปัญหาการสูญหายหรือใส่ใจข้อเรียกร้องของครอบครัว ประเทศทั้งหมดที่กล่าวมายังไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะเป็นเครื่องป้องกันการสูญหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

ในประเทศไทยและปากีสถาน การสูญหายยังคงดำเนินต่อไป ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลปากีสถาน นักข่าว นักเขียน ทนายความ และคนอื่นๆ ค่อยๆ หายสาบสูญไปในอัตราที่น่าเป็นห่วง ประมาณ 600 คน ได้รับรายงานว่า หายตัวไปภายในปี 2549 นี้เท่านั้น ในห้าปีที่ผ่านมา ประมาณว่ากว่า 4,000 คน หายตัวไปหลังจากถูกจับกุม บางรายอาจได้พบศพในภายหลังพร้อมกับร่องรอยแห่งการทรมานอย่างโหดเหี้ยม รัฐบาลทหารยังคงปฎิเสธการรู้เห็นต่อกรณีเหล่านี้  ในไทย ครอบครัวจำนวนหนึ่งในภาคใต้ได้รับค่าชดเชยจากรัฐบาล แต่การดำเนินคดีทางกระบวนการยุติธรรมยังคงไม่เกิดขึ้น และการสูญหายก็เป็นที่รับรู้ว่าเกิดขึ้นทั่วพื้นที่ของประเทศ และแม้ความพยายามของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในการก่อตั้งศูนย์คนหายก็ยังได้รับการขัดขวางจากตำรวจและภาคส่วนอื่นๆ ของรัฐบาล การขาดความจริงใจของรัฐแสดงออกอย่างชัดเจนในกรณีทนายความนักสิทธิมนุษยชน คุณสมชาย นีละไพจิตร ผู้ซึ่งหายไปกว่าสองปีครึ่ง และทั้งๆ ที่มีแรงกดดันจากทุกฝ่าย กระทั่งนายกรัฐมนตรีเองก็กล่าวว่าตำรวจเป็นผู้ลักพาและสังหารคุณสมชาย แต่ความกระจ่างในคดีนี้ก็ยังอยู่ในความมืดรวมทั้งความยุติธรรมต่อครอบครัวก็ยังไม่บังเกิด และแม้ว่ามีข่าวถึงการพยายามลักพาตัวกรรมการสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลก็ไม่แสดงความกระตือรือล้นในการหาความกระจ่างแต่อย่างใด

 

เหตุการณ์เช่นในภาคใต้ของไทยได้เกิดขึ้นในภาคเหนือของอินเดีย ที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร การหายตัวไปเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การประท้วงในมานิปูร์ อัสสัม และนากาแลนด์ เพื่อต่อต้านพ.ร.บ.อำนาจพิเศษของกองทัพ ได้นำไปสู่การจับกุมโดยพลการ การทรมานและการสังหาร ผู้ที่รอดชีวิตถูกกุมขังภายใต้กฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เรียกว่า พ.ร.บ. (ป้องกัน) กิจกรรมอันผิดกฎหมาย ศาลไม่รับฟ้องการร้องเรียนที่มีต่อกองทัพ และแม้กระทั่งศาลสูงสุดของอินเดียก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาการบังคับให้หายตัวไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายการนำกฎหมายมาใช้ในอาชญากรรมชนิดนี้

 

เนปาลจัดได้ว่าเป็นประเทศหลักต่อปัญหาคนหายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ได้นำความหวังใหม่ๆ มาสู่สังคมโลก จากการคำนวณของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเนปาลในรายงานห้าปีแรก พบว่า จนถึงเมษายน 2549 ผู้คนกว่า 1,700 คน ได้สูญหายไปตลอดระยะเวลาความขัดแย้งระหว่างกองทัพและกลุ่มนิยมลัทธิเหมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี 2544 ที่กองทัพได้ถูกปล่อยให้แสดงความร้ายกาจภายใต้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุม กุมขังโดยมิชอบ ทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ รวมทั้งการทำให้สูญหาย โดยที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เมษายนเป็นต้นมา รายงานของการลักพาตัวได้ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีอีกประมาณพันกว่ากรณีที่ยังไม่ได้มีการสะสาง

 

30 สิงหาคม อันถือเป็นวันคนหายสากล ในปี 2549 นี้ กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) เรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ แสดงความเป็นผู้นำในการสะสางปัญหาการบังคับให้หายตัวไปในภูมิภาคเอเชีย เรียกร้องให้มีการนำทั้งจากครอบครัวผู้สูญหายและกลุ่มผู้สนับสนุน รวมทั้งภาครัฐบาล

 

ครอบครัวของผู้สูญหายนั้นเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ญาติพี่น้องและสังคม พวกเขาจึงเป็นผู้ที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม ในศรีลังกา หลายๆ ครอบครัวได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงลูกชาย พี่ชาย น้องชาย และสามี ที่หายไป และในเดือนตุลาคมของทุกปีพวกเขาไปรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์แห่งนั้นเพื่อทวงถามถึงความต้องการของพวกเขา ในประเทศไทย แม่ของลูกชายที่หายไปเมื่อปีที่แล้วยังไม่กล้าพูดอะไร แต่ปัจจุบันนี้ได้เดินตามแบบอย่างของคุณอังคณา นีละไพจิตร ผู้ซึ่งเป็นผู้นำในการยืนยันถึงความผิดและความรับผิดชอบของรัฐโดยผ่านกระบวนการยุติธรรม ครอบครัวผู้สูญหายในเนปาลเมื่อเร็วๆ นี้ได้ไปประท้วงเพื่อเรียกร้องหาคำตอบและการชดเชยตามกฎหมาย พวกเขายังได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อผลักดันให้เจ้าหน้าที่ตอบคำถามให้ได้ว่าคนรักของพวกเขานั้นอยู่ที่ใด หรือไม่ก็ต้องรับผิดชอบในการออกใบมรณบัตร ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน อินเดีย และที่อื่นๆ ญาติพี่น้องก็ได้ร่วมกันเรียกร้องความยุติธรรม การเรียกร้องของพวกเขาสมควรที่จะได้รับกำลังใจและการรับรู้จากสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบุคลากรทางการแพทย์และทางกฎหมาย นักข่าวและนักเขียน พวกเขาสมควรได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากครอบครัวผู้สูญหายจากส่วนอื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากประเทศอาร์เจนตินา ที่ได้มีการลงโทษทางกฎหมายต่อทหารและตำรวจผู้ก่อเหตุ

 

ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายหรือองค์กรใดของรัฐที่สามารถจัดการกับปัญหาการสูญหายของผู้คนในภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์เช่นนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป ในเดือนกันยายนนี้ ร่างอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องการทำให้บุคคลสูญหาย จะได้รับการพิจารณาเป็นครั้งสุดท้ายในการประชุมใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นก็พร้อมที่จะเปิดให้ประเทศสมาชิกลงนามเข้าเป็นภาคี AHRC เรียกร้องให้ทุกรัฐบาลในเอเชียเข้าเป็นภาคีและสร้างกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้อง เรียกร้องให้มีการเผยแพร่ข้อมูลเนื้อหาอนุสัญญานี้ออกไปสู่สาธารณะ ในกรณีนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ต้องเป็นผู้นำ AHRC ยังขอเรียกร้องความเป็นผู้นำในรัฐบาลประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาร์เจนตินา จัดการกับปัญหาการบังคับสูญหายในแต่ละประเทศของตน

 

ในท่ามกลางรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชีย กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเรียกร้องพิเศษต่อรัฐบาลญี่ปุ่น เราขอชื่นชมต่อการแสดงการสนับสนุนอนุสัญญาฉบับใหม่ แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลอื่นๆ อนุสัญญาฉบับนี้ก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นยังแสดงความต่อเนื่องในความเป็นผู้นำสนับสนุนกฎหมายฉบับใหม่นี้ และขอให้ทำงานด้านการทูตเพื่อให้รัฐบาลอื่นๆ ร่วมกันหยุดยั้งการบังคับให้สูญหาย นี่จึงเป็นการแสดงความจริงจังของรัฐบาลญี่ปุ่น ผู้ซึ่งเป็นความหวังที่จะสามารถนำให้เกิดการขจัดปัญหานี้ให้หมดไป AHRC ยังหวังด้วยว่านี่เป็นการความสำคัญในการแสดงความแข็งแกร่งทางจริยธรรม แสดงบทบาทนำในระดับรัฐบาลสากล และเป็นการทำหลักการในอนุสัญญาให้เป็นการใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของผู้สูญหายและครอบครัวอีกมากมาย รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกกว่าล้านคนตลอดทั่วภูมิภาคเอเชีย

 

Posted on 2006-08-30



remarks:6

 

คณะกรรมาธิการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

For any suggestions, please email to support@ahrchk.net.

1 users online
1533 visits
1880 hits